ReadyPlanet.com
dot dot
พม่า ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ พุทธสถานที่มีประวัติอันยาวนาน...ที่พม่า article

         บี แฮปปี้ ทราเวล  ชวนทุกท่านทำบุญ - ไหว้พระ และนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์  5 แห่ง ในดินแดนสุวรรณภูมิ อย่างประเทศพม่า ที่คนพม่าเองก็ใฝ่ฝัน อยากที่จะไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 5 แห่งนี้ให้ครบ เพื่อชีวิตได้ประสบแต่ความเจริญรุ่งเรืองและความสำเร็จในชีวิตได้แก่ พระมหาเจดีย์ชเวดากอง พระธาตุมุเตา  พระธาตุอินทร์แขวน พระมหาเจดีย์ชเวซิกอง และ พระมหามัยมุนี   รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ที่น่าสนใจ และลิ้มรสกับอาหารสุดพิเศษอย่าง เช่น สลัดกุ้งมังกร กุ้งแม่น้ำ เป็ดปักกิ่ง ฯลฯ 

     5  มหาบูชาสถาน ที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของประเทศพม่า   อันได้แก่

          1.มหาเจดีย์ชเวดากอง    อยู่ในกรุงย่างกุ้ง เป็นมหาเจดีย์ที่ บรรจุพระเกศาธาตุ รวม 8 เส้น ของพระพุทธเจ้า มีประวัติตำนานเก่าแก่กว่า 2,000 ปี ตั้งแต่ครั้งที่ย่างกุ้งยังเป็นดินแดนของมอญมีชื่อเดิมว่า “ดากอง” หรือ “ตะเกิง” ก่อนจะถูกพม่ายึดครองไป แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น “ย่างกุ้ง” “ชเวดากอง” แปลว่า “เจดีย์ทองแห่งเมืองดากอง” มหาเจดีย์แห่งนี้มีการบูรณปฏิสังขรณ์มาด้วยกันหลายครั้ง โดยเฉพาะมีโบราณราชประเพณีที่กษัตริย์ของมอญและพม่า ที่จะขึ้นครองราชย์ต้องถวายทองคำหนักเท่ากับน้ำหนักของพระองค์เอง เพื่อนำมาหุ้มองค์พระเจดีย์ ซึ่งถือกันว่า เป็นศูนย์กลางแห่งของชาวพุทธ  ณ ลุ่มน้ำอิระวดีที่สำคัญที่สุดมาจนถึงปัจจุบัน

 ยามใกล้พลบค่ำ ณ ค่ำคืนบน "มหาเจดีย์ชเวดากอง"  

                 

"มหาเจดีย์ชเวดากอง" ยามค่ำคืน  

   

ภาพถ่ายในพิพิธภัณฑ์ ที่มี "อัญมณี" ที่มีค่าประดับอยู่บน "มหาเจดีย์ชเวดากอง"

     

          "มหาเจดีย์ชเวดากอง" ที่ตั้งตระหง่าสูงเสียดฟ้า  ในเมืองย่างกุ้ง 

                       

  "ครอบครัวเทพ" บนมหาเจดีย์ชเวดากอง

                                =  
                  เทพบุตร                                                
        เทพธิดา                                                   
เทวดาตัวน้อย  


       
  2.เจดีย์ชเวมอดอร์    เมืองหงสาวดี หรือที่เราเรียกกันว่า "พระธาตุมุเตา" เป็นมหาเจดีย์ที่ บรรจุพระเกศาธาตุรวม 2 เส้น มีอายุเก่าแก่กว่า 2,000 ปี เป็นเจดีย์คู่บ้านคู่เมืองหงสาวดีมาช้านาน และถือได้ว่าเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในพม่า เป็นที่เคารพสักการะของทั้งกษัตริย์ มอญ พม่า และไทย เช่น พระเจ้าราชาธิราชของมอญ พระเจ้าบุเรงนองของพม่า และสมเด็จพระนเรศวรมหาราชของไทย  

"เจดีย์ชเวมอดอร์" หรือ "พระธาตุมุเตา" ณ เมืองหงสาวดี

                        

           "ธูปที่ปักเอาไว้มากมายองค์เจดีย์เก่า ว่ากันว่า..."คอยค้ำจุนพระศาสนาสืบไป" 

       

         3.พระธาตุอินทร์แขวน “ไจก์ทิโย” เมืองไจก์โถ่ รัฐมอญ เชื่อกันว่า พระอินทร์เสด็จลงมาจากสรวงสวรรค์ เพื่อนำเอาพระธาตุมาแขวนไว้ ให้ผู้มีบุญมากราบไหว้ ใครได้มาสักการะก็เท่ากับ ได้ไหว้พระธาตุเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ และจะได้สั่งสม อานิสงส์ให้ไปเกิดร่วมยุคกับพระศรีอาริยเมตตรัย และผู้ที่มีบุญก็จะสามารถมองเป็นองค์พระธาตุลอยอยู่อย่างชัดเจน พระธาตุอินทร์แขวนตั้งอยู่บนหน้าผาสูงกว่า 1,200 เมตร สร้างตั้งไว้บนก้อนหิน สูงถึง 5.5 เมตร เส้นรอบวงของก้อนหินราว 17 เมตร มองดูคล้ายก้อนหินตั้งอยู่หมิ่นเหม่ใกล้จะตกลงมาเต็มที่   

          สำหรับคนที่ เกิดปีจอ ให้ไหว้พระเกศแก้วจุฬามณีบนสรวงสรรค์ ก็ไม่รู้ว่าชาตินี้จะไปได้อย่างไร คนโบราณจึงหาทางออกให้ โดยตั้งจิตอธิษฐานในใจก็ได้หรือให้ไปไหว้พระธาตุไจ้ทิโย ซึ่งเชื่อว่า เป็นพระธาตุที่พระอินทร์สร้างแขวนไว้บนหน้าผา ให้ผู้คนมากราบไหว้ อยู่ในดินแดนรัฐมอญ ประเทศพม่า คนล้านนาจึงรู้จักพระธาตุไจ้ทิโยมาช้านานแล้ว โดยเรียกว่า "พระธาตุอินแขวน"  และยังเชื่อกันอีกว่า ถ้าใครมากราบไหว้บูชาครบ 3 ครั้ง จะเกิดกุศลผลบุญมหาศาล ประสบแต่ความสุขความเจริญตลอดไป 

                                                                                        ยามพระอาทิตย์ลาลับ...เส้นขอบฟ้า ณ  "พระธาตุอินแขวน" 

                                                    

                                          "มหัศจรรย์ก้อนหินศักดิ์สิทธิ์รูปมวยผมพระฤาษี" ตั้งอยู่บนหน้าผาสูง อย่างหมิ่นเหม่  เหมือนจะหล่น แต่ก็ยังไม่หล่นลงไป 

                        

                  ผู้ชายคนหนึ่งทดสอบ "ก้อนหินศักดิ์สิทธิ์" โดยการที่จะผลักให้หล่นลงไปข้างล่าง

                                                                                      

         4.มหาเจดีย์ชเวซิกอง  เมืองพุกาม เป็นมหาเจดีย์ที่ บรรจุพระทันตธาตุของพระพุทธเจ้า สร้างโดยพระเจ้าอโรรธามหาราชพระองค์แรก ผู้รวบรวมชนชาติพม่าเป็นปึกแผ่น ได้เป็นครั้งแรกในอาณาจักรพุกามเมื่อ900ปีเศษมาแล้ว ภายหลังทรงยกทัพไปตีมอญที่อาณาจักรสุธรรมวดี ได้แล้วทรงกวาดต้อนชาวมอญ ตลอดจนช่างฝีมือ นักปราชญ์ และ ราชบัณฑิตมาที่เมืองพุกาม ทำให้พม่าได้รับอิทธิพลศิลปวัฒนธรรมจากมอญมาโดยไม่รู้ตัว ดังเช่น รูปร่างของเจดีย์ชเวซิกอง ก็มีรูปทรงระฆังคว่ำแบบมอญ ก่อนที่จะมีพุทธศิลป์ สกุลช่างพุกามเกิดขึ้น “ชเวซิกอง” แปลว่า “เจดีย์ที่ตั้งอยู่บนพื้นทราย”

"มหาเจดีย์ชเวซิกอง"  

 

      5.พระมหามัยมุนี    แห่งมัณฑะเลย์ เป็นพระพุทธรูปสำริดทรงเครื่องแบบกษัตริย์ ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 3 เมตร เป็นที่ยอมรับกันว่า มีพุทธลักษณะงดงามที่สุดองค์หนึ่ง “มหามุนี” แปลว่า “มหาปราชญ์” หล่อขึ้นในราว พ.ศ. 688 โดยชาวยะไข่ ชนกลุ่มน้อยในรัฐอาระกัน ทางทิศตะวันตกสุดของพม่าติดกับประเทศอินเดีย ต่อมาเมื่อพระเจ้าปดุงกษัตริย์พม่ายกทัพไปตีเมืองยะไข่ได้ จึงโปรดให้ชะลอพระพุทธรูปองค์นี้มาประดิษฐานที่เมืองมัณฑะเลย์ เมื่อ200ปีมาแล้ว มีตำนานเล่ากันว่า พระพุทธเจ้า "ทรงประทานลมหายใจให้พระมหามุนี" เป็นตัวแทนสืบทอดพระศาสนา ชาวพม่าจึงเชื่อกันว่า พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค์นี้มีลมหายใจจริง จึงต้องมีพิธีล้างพระพักตร์ให้ทุกเช้า ซึ่งพิธีนึ้ก็ยังคงดำรงอยู่มาตราบจนถึงปัจจุบัน

การล้างพระพักตร์พระมหามัยมุนี   

  

และยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจในทริปพม่า

     พระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียง (พระนอนยิ้มหวาน) ที่เมืองหงสาวดี พระนอนที่งดงามที่สุดในพม่า บรรยายถึงความงดงามของพระนอนชเวตาเลียงไว้ว่า "พระนอนองค์นี้ราวกับมีชีวิตจริงๆ" พระวรกายเป็นสีขาวนวลคล้ายผิวพม่า จีวรที่คลุมพระวรกายนั้นเป็นสีทองสุขปลั่ง พระเกศาดำสนิทและมุ่นเป็นกระจุกไว้กลางพระเศียร  พระเขนยที่ทรงหนุนประดับมุกงดงามมาก  พระขนงดำสนิทและโค้งงามตามธรรมชาติ พระเนตรดำสนิทเหมือนปุถุชน ทรงลืมพระเนตรแต่พองาม  พระโอษฐ์ทรงแย้มน้อยๆ แสดงถึงพระมหากรุณาอันเปี่ยมอยู่ในพระทัย เป็นภาพที่งดงามตรึงตราตรึงใจยิ่งนัก 

                                                                                                      พระพุทธไสยาน์ชเวตาเลียง (พระนอนยิ้มหวาน) เมืองหงสาวดี

                  

      ส่วนพระนอนอีกหนึ่งองค์ที่งดงามไม่แพ้กันนั้น คือ พระพุทธไสยาสน์จ๊อคตอยี  (พระนอนตาหวาน) ที่ย่างกุ้ง มีลักษณะคล้ายๆกันมาก ต่างกันตรงที่ว่า พระนอนที่ย่างกุ้งยาวกว่าหลายเมตร และพระเศียรวางบนฝ่ามือ และโดยเฉพาะดวงพระเนตรของพระพุทธองค์ รวมทั้งมีพระบาทที่มีรูปภาพมงคล 108 ประการ

                                                                                 พระพุทธไสยาสน์จ๊อคตอยี (พระนอนตาหวาน) เมืองย่างกุ้ง

         

    วัดเจดีย์ไจ๊ปุ่น   มีอายุกว่า 500 ปี เป็นวัดที่สร้างเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่ 4 องค์ หันพระพักตร์ไปทุกทิศ แทนความหมายถึง พระพุทธเจ้าทั้ง 4 พระองค์ มีตำนานเล่าว่า พระราชธิดาทั้ง 4 องค์ของกษัตริย์มอญ ที่อุทิศตนแด่พุทธศาสนา จึงสร้างพระพุทธรูปแทนตนเองและได้สาบานไว้ว่า "จะไม่ข้องแวะกับบุรุษเพศ ต่อมาน้องสาวคนสุดท้อง กลับพบรักกับชายหนุ่มและแต่งงานกัน" จึงเกิดอาเพศฟ้าผ่าพระพุทธรูปที่แทนตัวของน้องสาวคนสุดท้อง พังทลายลงมา จนต้องมีการสร้างขึ้นมาใหม่ตามที่เห็นในปัจจุบัน โดยพระพุทธรูปองค์นี้จะมีลักษณะแตกต่างจากองค์อื่นๆ คือจะเป็นศิลปะแบบพม่า

เจดีย์ไจ๊ปุ่น

  

         เมืองพุกาม สถาปนาโดย พระเจ้าอโนรธา ตั้งอยู่ริมแม่น้ำอิระวดี แต่ปัจจุบันเหลือเพียงกำแพงเมืองด้านในและด้านตะวันออกเท่านั้น กล่าวกันว่า จำนวนเจดีย์ที่แท้จริงนั้นมีเป็นจำนวนมากกว่า 10,000 องค์ ซึ่งถือว่าค่อนข้างยิ่งใหญ่มากเมื่อเทียบกับจำนวนเจดีย์ในปัจจุบัน ที่แม้จะต้องเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา แต่เจดีย์ที่ยังคงอยู่นั้นส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ เนื่องจากพุกามเป็นเขตแห้งแล้ง ทำให้เจดีย์ไม่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติใดๆ อีกทั้งชาวพม่าก็ถือคติไม่ทำลายเจดีย์อย่างเคร่งครัด  อาณาจักรพุกาม นั้น มีความเจริญสูงสุดในพุทธศตวรรษที่16 ถือได้ว่า เป็นยุคทองของอาณาจักรพุกาม เพราะกษัตริย์ในราชวงศ์นี้ล้วนมีความศรัทธาในศาสนาพุทธเป็นอย่างมาก กษัตริย์หลายพระองค์นิยมสร้างเจดีย์ เพื่อเป็นการเสริมสร้างสิริมงคลในรัชกาลของพระองค์ จนทำให้เมืองพุกามขึ้นชื่อว่า เป็นดินแดนแห่งทะเลเจดีย์4,000องค์ อาณาจักรนี้ล่มสลาย เพราะการบุกรุกเข้าทำลายของกองทัพมองโกลที่นำโดย กุ๊บไลข่าน (Kublai Khan) ในปี พ.ศ. 1830

ทะเลเจดีย์แห่งพุกาม

  

          เมื่อ อาณาจักรพุกามล่มสลายลง ดินแดนแห่งนี้จึงแตกออกเป็นอาณาจักรต่างๆ หลายอาณาจักรคือ เมืองหงสาวดี กลับไปเป็นของชาวมอญ เมืองอังวะ (Innwa) ก็ถูกครอบครองโดย ชาวไทยใหญ่ ในรัฐฉาน เกิดสงครามระหว่างอาณาจักรมากมายหลายต่อหลายครั้ง ดังนั้น 200 กว่าปีต่อมา ชาวพม่าจึงได้รวบรวมชนชาติเดียวกันให้เป็น อาณาจักรตองอู(Taungoo) ขึ้น โดยมีกษัตริย์ที่สำคัญและมีอำนาจมากในยุคนี้ก็คือพระเจ้าบุเรงนอง(King Bayinnaung) ในสมัยของพระเองค์นี้เอง ที่กรุงศรีอยุธยาต้องสูญเสียเอกราชให้แก่พม่าครั้งแรก แต่ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ของไทยก็ได้กอบกู้อิสระภาพคืนมาได้ จนเมื่อจุดจบของอาณาจักรมาถึง อาณาจักรตองอูนั้นต้องแตกสลายไป เพราะต้องรับกับศึกสงครามรอบด้านทั้งจากอยุธยา มอญ และชาวยะไข่(Rakhine) อันเป็นจุดสิ้นสุดยุคแห่งความรุ่งเรืองไว้แค่นั้น

ยามสิ้นแสงที่พุกาม

    

         เมืองมัณฑะเลย์ ปัจจุบันนี้มีฐานะเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของพม่ารองจาก ย่างกุ้ง เป็นราชธานีสุดท้ายของราชวงศ์พม่า  หลังจากที่ พระเจ้ามินดง มาก่อสร้างพระราชวังมัณฑะเลย์ แค่ 28 ปี อังกฤษ ก็ตีเ มืองมัณฑะเลย์แตก ในปี พ.ศ. 2367 พระเจ้าธีบอ ซึ่งโอรสของพระเจ้ามินดง จึงเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่าและถูกส่งไปอินเดียและเชื่อกันว่า ถูกประหารที่นั่น โดยไม่ได้กลับพม่าอีกเลย สมบัติทุกชิ้นถูกอังกฤษขนเอาไป ไม่เว้นแม้แต่ราชบัลลังก์นกยูง สัญลักษณ์แห่งราชวงศ์ และพระที่นั่งสิงหนาทในท้องพระโรงใหญ่ ที่เป็นทองคำประดับด้วยเพชร พลอย ทับทิม อัญมณี อันมหาศาลก็ถูกขนไปไว้ที่ประเทศอังกฤษ
         อวสานพระราชวังมัณฑะเลย์ พระราชวังที่ส่วนใหญ่ก่อสร้างด้วย ไม้สัก ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย ในสมัยสงครามมหาบูรพา (สงครามโลกครั้งที่ 2) วันที่ 20 มีนาคม 2488 เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรโดยกองทัพอังกฤษ ได้ทิ้งระเบิดจำนวนมากมายถล่มพระราชวังมัณฑะเลย์ของประพม่า จนไฟลุกไหม้เป็นจุล ด้วยเหตุผลว่าพระราชวังนี้ เป็นแหล่งซ่องสุมกำลังของกองทัพญี่ปุ่น พระราชวังมัณฑะเลย์ ซึ่งเป็นพระราชวังไม้สักก็ถูกไฟไหม้เป็นจุล เผาราบเป็นหน้ากลอง หลงเหลือก็แต่ป้อมปราการและคูน้ำรอบพระราชวัง   ปัจจุปัน พระราชวังที่เห็นอยู่เป็นพระราชวัง ที่รัฐบาลพม่าได้จำลองรูปแบบของพระราชวังของเก่าขึ้นมา    

 พระราชวังมัณฑะเลย์จำลอง

    

        เมืองสิเรียม เป็นเมืองเก่าแก่ และเคยเป็นเมืองท่าของโปรตุเกสในสมัยโบราณ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำย่างกุ้ง ที่่เชื่อมต่อกับแม่น้ำอิระวดี  อยู่ห่างจากย่างกุ้งประมาณ 45 กิโลเมตร และมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่ง มักจะมีผู้คนไปกราบไหว้เป็นประจำ คือ เจดีย์เจ้าตาล หรืออีกชื่อหนึ่งว่า เย เล พญา ซึ่งแปลว่า เจดีย์กลางน้ำ เพราะเจดีย์แห่งนี้ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำ ซึ่งมีสาขามาจากแม่น้ำย่างกุ้ง  ตามตำนานเล่าว่า มีพระอรหันต์ 3 รูปคนผู้สร้าง ภายในองค์พระเจดีย์ประดิษฐานสิ่งที่ควรบูชาของพระพุทธเจ้าอยู่ภายในนั้น  เนื่องด้วยลักษณะที่ตั้งขององค์เจดีย์น้ำอยู่กลางแม่น้ำ ก็เกรงว่าจะท่วมองค์พระเจดีย์นั้น  บรรดาพระอรหันต์ต่างอธิษฐานจิตว่า "หากเวลาฤดูน้ำหลาก ก็ขออย่าให้ท่วมองค์พระเจดีย์เลย รวมทั้งเวลามีผู้ที่เข้ามาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ ที่แห่งนี้ ก็ขอให้ผู้คนที่เข้ามานั้นเห็นว่า ภายในนี้อย่าได้แน่นขนัดมากนัก ให้สามารถรับรองผู้ใจบุญทั้งหลายที่จะให้เข้ามา อย่าให้ขาดสายอยู่ตลอดเวลาเลยกระนั้น"

                                                                                               "เจดีย์ เย เล พญา" หรือ  "เจดีย์กลางน้ำ" ที่เมืองสิเรียม

          

                                                                                                 "พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์"  บนเจดีย์กลางน้ำ  เมืองสิเรียม

                                                                           

   วัดพระหินอ่อน ซึ่งเป็นวัดที่มี พระพุทธรูปทำมาจากหินอ่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก  ทำเป็นห้องกระจกใส มองเห็นได้โดยรอบ  และติดแอร์ไว้อย่างเย็นฉ่ำ เป็นที่ประดิษฐานองค์พระหินอ่อนนี้ไว้ ที่วัดพระหินอ่อน ตามชื่อของพระพุทธรูป  

        มหัศจรรย์พระหินอ่อน ที่มีลวดลายคล้ายกับ "พระธุดงค์" เป็นเรื่องที่น่าประหลาด

     

        เจดีย์โปตาทาวน์   ความเป็นมาของเจดีย์องค์นี้ มีความเกี่ยวพันกับ พระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า เช่นเดียวกับ เจดีย์ชเวดากอง และเจดีย์สุเล ตามตำนานว่า เจ้าเมืองสะเทิมได้ส่งทหารมา 1,000 นาย มารับพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าที่ส่งมาจากอินเดีย  ต่อมาได้มีการสร้างเจดีย์ เพื่อเป็นอนุสรณ์เมื่อกว่า 2,000 ปีมาแล้ว และเรียกเจดีย์แห่งนี้ว่า “โปตาทาวน์” ซึ่งแปลว่า ทหารหนึ่งพันนาย เป็นเจดีย์ทรงระฆังสูง 40 เมตร สร้างขึ้นเพื่อรับ พระเกศาธาตุก่อนที่จะนำไปบรรจุในพระเจดีย์ชเวดากอง มีความแตกต่างจากเจดีย์ทั่วไปคือ ออกแบบให้ใต้ฐานพระเจดีย์มีโครงสร้างโปร่ง ให้คนเดินเข้าไปภายในได้ โดยได้อัญเชิญพระบรมธาตุไว้ในผอบทองคำให้ผู้คนได้เข้ามากราบไหว้มองเห็นได้ชัดเจน

"พระเกศาธาตุ"  ประดิษฐานที่เจดีย์โปตาทาวน์  เมืองย่างกุ้ง  

          


 
บริเวณเจดีย์ยังมีศาลของ นัตโบโบยี่ บางทีก็เรียกว่า เทพศักดิ์สิทธิ์ อยู่ติดกับบ่อเต่า  คำว่า “นัต” หมายถึง วิญญาณศักดิ์สิทธิ์คล้ายกับเจ้าพ่อ เจ้าแม่ หรือเทพาอารักษ์ของไทยเรา ในพม่ามีนัต 37 ตนที่ผู้คนพากันนับถือ นักท่องเที่ยวชาวไทยมักพากันไปติดสินบนนัตโบโบยี่ ขอให้ช่วยเรื่องนั้น เรื่องนี้จนเป็นที่ฮือฮาว่า พากันสมหวังไปแล้ว หลายราย ด้วยความรวดเร็วทันใจ ถึงกับให็ฉายายกย่องกันว่า “เทพทันใจ” เลยทีเดียว  

ขอพร "กับเทพทันใจ" ขอเรื่องใด ได้ดั่งใจ...ทันใจปรารถนา  
 
     

         เทพกระซิบ หรือ เมี๊ยะนานหน่วย   ตามตำนานกล่าวว่า "นางเป็นธิดาของพญานาค" ที่เกิดศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า รักษาศีล ไม่ยอมกินเนื้อสัตว์จนเมื่อสิ้นชีวิตไปกลายเป็นนัต ซึ่งชาวพม่าเคารพกราบไหว้กันมานานแล้ว 

ขอพร "เทพกระซิบ" กระซิบอะไร...ก็ได้ดั่งใจ 

    
     

           พระราชวังบุเรงนอง อยู่ทางทิศใต้ของ พระธาตุมุเตา ปัจจุบันวังบุเรงนองแห่งนี้ เป็นการจำลอง ให้มีลักษณะคล้ายของเดิมเท่านั้น  ซึ่งของจริงนั้นถูกทำลายเป็นเสียทั้งหมด เพราะโครงสร้างต่างๆ เป็นเพียงเครื่องไม้ จึงถูกทำลาย หลงเหลือแค่เพียงโรงเก็บไม้ วังแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนื้อที่ของเดิม ภาพถ่ายที่นำมาเสนอเป็นของจำลอง ไม่ว่าจะเป็นบริเวณพระราชวังบุเรงนอง พระที่นั่งในวังบุเรงนอง ข้างของเครื่องใช้ต่างๆ ในพระราชสำนัก ฟังแล้วน่าหดหู่ยิ่งนัก เพราะในอดีตยิ่งใหญ่ ไม่แพ้ชาติไหนเลย หลงเหลือแต่ความทรงจำเพียงเท่านั้น

         ความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์ผู้นี้ที่ชื่อว่า "พระเจ้าบุเรงนอง" แต่เดิมพระองค์มีพระนามว่า "จะเด็จ" ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับตัวเอกในนวนิยายเรื่อง "ผู้ชนะสิบทิศ" ของนักเขียนที่ชื่อ ยาขอบ คำว่า "จะเด็จ" นั้นในภาษาพม่าแปลว่า ปลวกไต่ มีตำนานเล่าขานกันว่า ตอนที่บุเรงนองยังเป็นทารกอยู่นั้น วันหนึ่งมีปลวกมาไต่เต็มตัวไปหมด แต่ก็มิได้ทำอันตรายแต่อย่างใดเลย เป็นนิมิตรหมายของผู้มีบุญบารมีที่จะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน  เมื่อเติบโตขึ้นมาได้มีโอกาสทำงานรับใช้ราชวงศ์ตองอูของพระเจ้าเมงกะยินโย ต่อมาบุญพาวาสนาส่งได้พระพี่นางของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้มาเป็นคู่ครอง ได้รับพระราชทานนามว่า "มายินนอง" ซึ่งคนไทยออกเสียงเพี้ยนเป็น "บุเรงนอง" แปลว่า พระชัยเชษฐาธิราช

                                                                                                                       พระราชวังบุเรงนองจำลอง 

                 

  พระตำหนัก ในอดีตครั้งที่ "พระเจ้าบุเรงนอง" เคยประทับ และออกว่าราชการ ณ ที่แห่งนี้ 

      

       เมื่อ พระเจ้าบุเรงนอง ขึ้นครองราชย์ในปี 2094 ได้พระนามใหม่ว่า  "พระเจ้าสิริสุธรรมราชา" แต่คนส่วนใหญ่นิยมเรียกว่า "พระเจ้าหงสาวดี" หรือ "หานตาวดีเซงพยูเชงมยา" เพราะทรง โปรดปรานช้างเผือก เป็นชีวิตจิตใจ และมีช้างเผือกไว้ในครอบครองจำนวนมาก ว่ากันว่าหาก "พระเจ้าบุเรงนอง" ทราบว่าเมืองใดมีช้างเผือก ก็จะส่งฑูตไปทูลขอ หากไม่ได้ดังใจปรารถนาก็จะกรีธาทัพไปชิงเอามา ซึ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นก็เกิดศึก สงครามช้างเผือก ในสมัยพระมหาจักรพรรดิ (กรุงศรีอยุธยา) กับพระเจ้าบุเรงนอง (หงสาวดี) มาแล้วในประวัติศาสตร์ 

"โรงช้างเผือก"  ณ ปัจุจบัน มี 3 เชือก  (ตัวผู้ 1 เชือก และ ตัวเมีย 2 เชือก)

                 ตัวเมีย                                                                                     ตัวผู้                                                                                ตัวเมีย

          ทะเลสาบอินเล (Inle Lake)   ทะเลสาบแห่งนี้อยู่ท่ามกลางหุบเขาที่สวยงามของ รัฐฉาน อยู่ห่างจากเมืองตองยี ประมาณ 25 กิโลเมตร เหมาะแก่การมาเที่ยวชมเพื่อกาศึกษาถึงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวพม่าที่เรียกได้ว่า กลมกลืนกับธรรมชาติเป็นอย่างยิ่ง ทะเลสาบแห่งนี้ เป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มชน ที่เรียกตนเองว่า ชาวอินทา(Intha) ชนเผ่านี้อาศัยอยู่ในทะเลสาบอินเล มานานนับร้อยปีแล้ว โดยใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางการทำการเกษตร บนเกาะวัชพืช ที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเองกลางลำน้ำในทะเลสาบ    การทำประมง ในทะเลสาบเป็นเอกลักษณ์โดยเฉพาะวิธีการหาปลานั้น เรียกได้ว่า ไม่มีชาวประมงที่ใดในโลก สามารถเลียนแบบได้ นี่คือหนึ่งในสถานที่มหัศจรรย์

การทำประมงในทะเลสาบอินเล

  

เส่นห์แห่งท้องทะเล ณ ทะเลสาบอินเล

 

            การพายเรือด้วยเท้า เป็นลักษณะอันโดดเด่นเฉพาะตัวของ ชาวอินทา สาเหตุของ การพายเรือด้วยเท้าของชาวอินตา เป็นเพราะว่า ปรับการดำรงค์ชีวิตและเพิ่มความสะดวก ให้เข้ากับหลักทางภูมิศาสตร์ของ ทะเลสาบอินเล การไปดูชาวอินตาพายเรือด้วยเท้า อาจเป็นเหตุผลต้นๆ ของการไปเที่ยวทะเลสาบอินเล แต่วิถีชีวิตและธรรมชาติแบบโรแมนติก ที่นักท่องเที่ยวจะประทับใจมากๆ ค่ะ

  

การนั่งเรือยนต์...ล่องทะเลสาบอินเล

  

บรรยากาศสุดแสนโรแมนติก...ที่พักในทะเลสาบอินเล

  

 

อิ่มอร่อยกับเมนูอาหาร ในทริปพม่า

              

        

                                                                                                             

                                                                               

 

        

 

 

            

 

 

 




ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว Tourist Information

มาเลเซีย หนึ่งประสบการณ์เที่ยวเอเชียอย่างแท้จริง Malaysia Truly Asia article
มะละกา จุดกำเนิดแผ่นดิน มาเลเซีย...เมืองมะละกาแห่งนี้ article
สิงคโปร์ สัมผัสความทันสมัยที่ใคร ๆ ก็อยากมา...สิงคโปร์ article
จางเจี่ยเจี้ย ชมความงดงาม...อุทยานจางเจี่ยเจี้ย มรดกโลกของประเทศจีน article
ปักกิ่ง กำแพงหมื่นลี้...อัศจรรย์แดนมังกร article
คุนหมิง นครแห่งฤดูใบไม้ผลิ ของประเทศจีน article
ฉางซา ความทันสมัยรถไฟความเร็วสูง article
ซาปา เมืองแห่งความสงบ ขุนเขาแห่งความงาม ถิ่นที่ต้องไปเยือน article
ฮานอย... ถิ่นที่รอคอยการสัมผัสจากนักเดินทาง article
หลวงพระบาง สัมผัสกับหัวใจแผ่นดินล้านช้าง...ที่เมืองหลวงพระบาง article
ลาวใต้ สะบายดีปากเซ...ชมความยิ่งใหญ่ไนการาแห่งเอเชีย..น้ำตกคอนพะเพ็ง article
นครวัด นครธม อลังการปราสาทขอม article
น่าน เสน่ห์เมืองน่าน กับการย้อนรอยอดีตด้วยปัจจุบัน article
แม่ฮ่องสอน มหัศจรรย์ทุ่งดอกบัวตอง article
ดอยผ้าห่มปก อุทยานแห่งชาติฟ้าห่มปก



dot
dot
bulletมะละกา เก็นติ้ง
bulletมัณฑะเล มินกุน
bulletเขาสก เขื่อนเชี่ยวหลาน
Japan
dot
dot
bulletสมาคมท่องเที่ยว สทน.
bulletสมาคมธุรกิจท่องเที่ยว
bulletสนง.พัฒนาการท่องเที่ยว
bulletสมาคมโรงแรมไทย
bulletการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
bulletการท่องเที่ยวมาเลเซีย
bulletการท่องเที่ยวสิงคโปร์
bulletอสท. เกาหลี


genting
Universal Singapore
resort world singapore
thaiairways
Vietnam  Airlines
google
Thairath News
kapook
Thai  Air Asia


Copyright © 2010 Bee Happy Travel
บริษัท บีแฮปปี้ทราเวล จำกัด 48/5-6 ชั้น 5 ซอยรุ่งเรือง ถนนรัชดาภิเษก แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10310
เวลาทำการ 09.00 - 17.00 น. วันจันทร์ - เสาร์, โทร. :02-2774429 แฟกซ์ :02-2774492 มือถือ :081-9100921(ทุกวัน)
BEE HAPPY TRAVEL Co.,Ltd. 48/5-6 5fl. Soi Rungreang Ratchadapisek Road Samsennok Huykwang Bangkok Thailand
Office Hr. 09.00 am-17.00pm Monday-Saturday Tel: 02-2774429 , Fax: 02 - 2774492 Mobile : 081 -9100921
Email: th_beehappytravel@hotmail.com
Facebook: beehappy beehappytravel
Line ID: kanlayadao